#พระพุทธรูปของไทย 10 อันดับ นำเสนอโดย #สำนักพิมพ์ทองใบ

 




พระพุทธรูปของไทย 10 อันดับ

นำเสนอโดย

สำนักพิมพ์ทองใบ

 

สารบัญ

คำนำ

บทนำ

  • กำเนิดพระพุทธรูป
  • พัฒนาการของพระพุทธศิลป์ในประเทศไทย
  • ความหมายและความสำคัญของพระพุทธรูปในพระพุทธศาสนา
  • ลักษณะพุทธศิลป์ไทยในแต่ละยุคสมัย

พระพุทธรูปของไทย 10 อันดับ

อันดับที่ 1

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)

  • พระคู่บ้านคู่เมืองสูงสุดของประเทศไทย
  • ประวัติการอัญเชิญพระแก้วมรกต
  • เครื่องทรงสามฤดูและพระราชพิธีสำคัญ
  • คุณค่าทางประวัติศาสตร์และพุทธศิลป์

อันดับที่ 2

พระพุทธชินราช

  • พระพุทธรูปที่งดงามที่สุดของประเทศไทย
  • ประวัติการสร้างในสมัยสุโขทัย
  • เอกลักษณ์ของซุ้มเรือนแก้ว
  • ศูนย์รวมศรัทธาแห่งเมืองพิษณุโลก

อันดับที่ 3

พระพุทธสิหิงค์

  • พระพุทธรูปโบราณสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย
  • ตำนานสิหิงคนิทาน
  • พระพุทธสิหิงค์กับอาณาจักรล้านนา
  • ประเพณีสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์

อันดับที่ 4

พระศรีศากยมุนี

  • พระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
  • การอัญเชิญจากเมืองสุโขทัย
  • คุณค่าทางพุทธศิลป์และประวัติศาสตร์

อันดับที่ 5

หลวงพ่อพระร่วงโรจนฤทธิ์

  • พระพุทธรูปปางห้ามญาติคู่พระปฐมเจดีย์
  • พระราชประวัติการอัญเชิญ
  • ความหมายแห่งปางห้ามญาติ

อันดับที่ 6

พระพุทธเทวปฏิมากร

  • พระประธานแห่งวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
  • พระพุทธรูปสำคัญแห่งรัชกาลที่ 1
  • วัดโพธิ์กับมรดกภูมิปัญญาไทย

อันดับที่ 7

พระพุทธมหาธรรมราชา

  • พระคู่บ้านคู่เมืองจังหวัดเพชรบูรณ์
  • ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ
  • ตำนานและความศักดิ์สิทธิ์

อันดับที่ 8

หลวงพ่อโต (พระพุทธไตรรัตนนายก)

  • พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่งวัดกัลยาณมิตร
  • หลวงพ่อโตกับชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีน
  • พระพุทธรูปแห่งความเป็นสิริมงคล

อันดับที่ 9

หลวงพ่อโสธร (พระพุทธโสธร)

  • พระคู่บ้านคู่เมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา
  • ตำนานพระพุทธรูปลอยน้ำ
  • ความศรัทธาและการขอพร

อันดับที่ 10

หลวงพ่อวัดบ้านแหลม

  • พระพุทธรูปยืนอุ้มบาตรแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง
  • ประวัติและตำนานหลวงพ่อวัดบ้านแหลม
  • ศูนย์รวมศรัทธาของชาวสมุทรสงคราม

  • =======================
  • ประวัติผู้เรียบเรียงและสำนักพิมพ์ทองใบ

 

บทนำ

กำเนิดพระพุทธรูป

จุดเริ่มต้นแห่งพุทธศิลป์ของโลก

พระพุทธรูปเป็นสัญลักษณ์สำคัญของพระพุทธศาสนา ที่สะท้อนทั้งพระปัญญา พระเมตตา และพระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากจะเป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนใช้เป็นที่เคารพสักการะแล้ว พระพุทธรูปยังเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ ความเจริญ และภูมิปัญญาของอารยธรรมในแต่ละยุคสมัย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลากว่า 500 ปีแรกหลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ยังไม่มีการสร้างพระพุทธรูปเป็นรูปมนุษย์ เนื่องจากพุทธศาสนิกชนในยุคแรกนิยมใช้ สัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้า เช่น ธรรมจักร รอยพระพุทธบาท ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระแท่นวชิรอาสน์ หรือสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อระลึกถึงพระพุทธองค์โดยมิได้สร้างพระรูปโดยตรง

ต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปยังแคว้นต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณแคว้นคันธาระและแคว้นมถุราในอินเดีย ได้เกิดการผสมผสานระหว่างศิลปะท้องถิ่นกับอารยธรรมกรีก-โรมัน ซึ่งเข้ามาหลังการขยายอำนาจของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ส่งผลให้เกิดการสร้างพระพุทธรูปที่มีลักษณะเป็นมนุษย์ขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก ราวพุทธศตวรรษที่ 6–7 นับเป็นจุดเริ่มต้นของ พุทธศิลป์ ที่แพร่หลายไปทั่วเอเชีย

พระพุทธรูปในยุคแรกมีลักษณะแตกต่างกันตามภูมิภาค ศิลปะคันธาระเน้นพระพักตร์แบบกรีก พระเกศาเป็นลอน จีวรพลิ้วคล้ายประติมากรรมโรมัน ส่วนศิลปะมถุราแสดงเอกลักษณ์แบบอินเดีย พระวรกายแข็งแรง พระพักตร์เปี่ยมด้วยความสงบ ทั้งสองสกุลศิลป์นี้ได้กลายเป็นต้นแบบของการสร้างพระพุทธรูปในประเทศต่าง ๆ ที่รับพระพุทธศาสนาในเวลาต่อมา

เมื่อพระพุทธศาสนาเข้าสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ พระพุทธรูปก็ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดรูปแบบศิลปกรรมอันงดงามในแต่ละยุค ได้แก่ ศิลปะทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย อยุธยา ล้านนา และรัตนโกสินทร์ ซึ่งแต่ละสมัยล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สะท้อนความรุ่งเรืองของบ้านเมือง ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และความสามารถอันยอดเยี่ยมของช่างไทย

โดยเฉพาะในประเทศไทย พระพุทธรูปมิได้เป็นเพียงงานประติมากรรม หากยังเป็น ศูนย์รวมแห่งศรัทธาของชาติ เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง และเป็นสัญลักษณ์แห่งความผาสุกของแผ่นดิน พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ต่างทรงอุปถัมภ์การสร้างและการบูรณะพระพุทธรูปสำคัญ เพื่อธำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

หนังสือ "พระพุทธรูปของไทย 10 อันดับ" เล่มนี้ ได้รวบรวมพระพุทธรูปที่มีความสำคัญที่สุดของประเทศไทย ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ พุทธศิลป์ ความศักดิ์สิทธิ์ และความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชน แต่ละองค์ล้วนเป็นตัวแทนแห่งภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมที่สั่งสมมายาวนานหลายร้อยปี

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้อ่านได้รู้จักพระพุทธรูปสำคัญของไทยอย่างลึกซึ้ง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา อันจะนำไปสู่ความภาคภูมิใจในมรดกของชาติ และร่วมกันอนุรักษ์สมบัติอันล้ำค่าเหล่านี้ให้คงอยู่สืบไปตราบนานเท่านาน


พระพุทธรูปของไทย 10 อันดับ

อันดับที่ 1 พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)

พระคู่บ้านคู่เมืองสูงสุดของประเทศไทย

เมื่อกล่าวถึงพระพุทธรูปที่เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของชาวไทยทั้งชาติ ย่อมไม่มีพระพุทธรูปองค์ใดจะได้รับการยกย่องสูงสุดเทียบเท่า พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือที่ประชาชนทั่วไปเรียกว่า "พระแก้วมรกต" พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว กรุงเทพมหานคร อันเป็นวัดสำคัญที่สุดในพระบรมมหาราชวัง

พระแก้วมรกตมิได้สร้างจากมรกตดังที่หลายคนเข้าใจ หากแกะสลักขึ้นจากหินสีเขียวเนื้อเดียวกัน ซึ่งนักอัญมณีวิทยาส่วนใหญ่สันนิษฐานว่าเป็นแร่เจไดต์ (Jadeite) มีความงดงามเป็นพิเศษ จนได้รับการขนานนามว่า "พระแก้วมรกต" มาตั้งแต่โบราณ

ตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นในประเทศอินเดีย ก่อนจะอัญเชิญผ่านลังกา กัมพูชา ล้านนา และนครเวียงจันทน์ กระทั่งในปี พ.ศ. 2322 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1) ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากเวียงจันทน์กลับมายังกรุงธนบุรี และเมื่อทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ. 2325 จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานมาจนถึงปัจจุบัน

พระแก้วมรกตมีขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 48 เซนติเมตร สูงประมาณ 66 เซนติเมตร แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่โต แต่กลับเปี่ยมด้วยความสง่างามและความศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์รวมแห่งความเลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

เอกลักษณ์สำคัญของพระแก้วมรกตคือ เครื่องทรงสามฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว ซึ่งพระมหากษัตริย์ไทยทรงประกอบพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงปีละสามครั้ง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประเทศชาติและประชาชนทั้งปวง พระราชพิธีนี้เป็นราชประเพณีที่สืบทอดต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 และสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างพระมหากษัตริย์กับพระพุทธศาสนา

ตลอดระยะเวลากว่าสองศตวรรษ พระแก้วมรกตได้รับการยกย่องว่าเป็น พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง และเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคงของราชอาณาจักรไทย ทุกครั้งที่บ้านเมืองประสบเหตุการณ์สำคัญ พระมหากษัตริย์และรัฐบาลมักประกอบพระราชพิธีหรือพิธีทางพระพุทธศาสนา ณ พระอุโบสถวัดพระแก้ว เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดิน

ในด้านศิลปกรรม พระแก้วมรกตได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดประติมากรรมพุทธศิลป์ที่ทรงคุณค่า ทั้งในด้านรูปแบบ ความประณีต และประวัติศาสตร์ แม้ยังมีข้อถกเถียงในวงวิชาการเกี่ยวกับยุคสมัยที่สร้าง แต่ทุกฝ่ายต่างยอมรับว่าเป็นพระพุทธรูปโบราณที่ทรงคุณค่าระดับโลก

นอกจากคุณค่าทางศิลปะและประวัติศาสตร์แล้ว พระแก้วมรกตยังเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของคนไทย ผู้คนจากทุกสารทิศต่างเดินทางมาสักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล ขอพรให้ชีวิต ครอบครัว และประเทศชาติร่มเย็นเป็นสุข

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรจึงได้รับการยกย่องอย่างสมพระเกียรติว่าเป็น พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของประเทศไทย เป็นมรดกอันล้ำค่าของชาติ เป็นศูนย์รวมแห่งพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน และสมควรได้รับการจัดอันดับเป็น พระพุทธรูปอันดับที่ 1 ของประเทศไทย ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม ความศักดิ์สิทธิ์ และคุณค่าทางจิตใจของคนไทยทั้งชาติ


พระพุทธรูปของไทย 10 อันดับ

อันดับที่ 2 พระพุทธชินราช

พระพุทธรูปที่ได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดในประเทศไทย

หากกล่าวถึงพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามสมบูรณ์แบบที่สุดในประเทศไทย ชื่อของ พระพุทธชินราช ย่อมได้รับการกล่าวถึงเป็นอันดับต้น ๆ ด้วยพระพักตร์อันเปี่ยมด้วยพระเมตตา พระอิริยาบถสง่างาม และศิลปกรรมอันวิจิตรบรรจง จนได้รับการยกย่องจากนักประวัติศาสตร์ศิลป์และพุทธศาสนิกชนทั่วไปว่าเป็น พระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในประเทศ

พระพุทธชินราชประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารใหญ่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก พระอารามหลวงชั้นเอกที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 700 ปี และเป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนาที่สำคัญของภาคเหนือมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พระพุทธชินราชสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไทย) แห่งกรุงสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ 19 พร้อมกับพระพุทธรูปสำคัญอีกหลายองค์ ได้แก่ พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา เพื่อเป็นพระประธานประจำพระวิหารอันสง่างามของเมืองพิษณุโลก ซึ่งในสมัยนั้นเป็นเมืองลูกหลวงที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

พระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ขวาวางเหนือพระชานุ แสดงถึงช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงมีชัยชนะเหนือพญามารก่อนการตรัสรู้ องค์พระมีพระวรกายได้สัดส่วนงดงาม พระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่งดุจคันศร พระเนตรทอดต่ำอย่างสงบ พระโอษฐ์แย้มพระสรวลเล็กน้อย เปล่งประกายแห่งพระเมตตาและความสงบเย็น

จุดเด่นที่ทำให้พระพุทธชินราชมีความโดดเด่นเหนือพระพุทธรูปองค์อื่น คือ ซุ้มเรือนแก้วเปลวเพลิง ที่ล้อมรอบองค์พระ ซึ่งหล่อเป็นเปลวไฟอ่อนช้อยอย่างวิจิตร ถือเป็นสุดยอดผลงานศิลปกรรมสมัยสุโขทัยที่ผสมผสานความอ่อนช้อย ความสง่างาม และความศักดิ์สิทธิ์ไว้อย่างลงตัว จนได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของศิลปะไทย

ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา พระพุทธชินราชเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของประชาชนจากทั่วประเทศ ผู้คนต่างเดินทางมาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล เชื่อกันว่าพระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระพุทธานุภาพแห่งเมตตามหานิยม คุ้มครองผู้ที่ประพฤติดี และเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิต

ด้วยความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้มีการจำลองพระพุทธชินราชไปประดิษฐานยังวัดต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก จนกล่าวได้ว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีการสร้างองค์จำลองมากที่สุดองค์หนึ่งของไทย เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบสักการะอย่างทั่วถึง

นอกจากคุณค่าทางศิลปกรรมแล้ว พระพุทธชินราชยังเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดพิษณุโลก และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรสุโขทัยทั้งในด้านพระพุทธศาสนา ศิลปะ และภูมิปัญญาของช่างไทยโบราณ

ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ความงดงามเหนือกาลเวลา และความเลื่อมใสศรัทธาที่สืบทอดต่อเนื่องมาหลายศตวรรษ พระพุทธชินราชจึงได้รับการจัดอันดับให้เป็น พระพุทธรูปอันดับที่ 2 ของประเทศไทย และได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็น พระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในประเทศไทย สมกับคำกล่าวที่ว่า

"หากได้กราบพระแก้วมรกต ถือว่าเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่ชีวิต แต่หากได้เห็นพระพุทธชินราช ย่อมประจักษ์ถึงความงดงามอันเป็นเลิศแห่งพุทธศิลป์ไทย"


พระพุทธรูปของไทย 10 อันดับ

อันดับที่ 3 พระพุทธสิหิงค์

พระพุทธรูปโบราณสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปโบราณที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และทรงคุณค่าที่สุดของประเทศไทย มีประวัติความเป็นมายาวนานเกี่ยวพันกับอาณาจักรสำคัญหลายแห่ง ทั้งลังกา สุโขทัย อยุธยา ล้านนา และรัตนโกสินทร์ จึงนับเป็นพระพุทธรูปที่มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านพระพุทธศาสนา ศิลปกรรม และประวัติศาสตร์ของชาติ

ปัจจุบัน พระพุทธสิหิงค์องค์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือ ประดิษฐานอยู่ ณ พระวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวเชียงใหม่ ส่วน พระที่นั่งพุทธไธสวรรย์ ในพระราชวังบวรสถานมงคล (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร) ก็ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์อีกองค์หนึ่งซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เช่นกัน ทั้งนี้ นักวิชาการยังมีข้อถกเถียงถึงที่มาของพระพุทธสิหิงค์แต่ละองค์และความสัมพันธ์กับตำนานดั้งเดิม

ตามตำนาน สิหิงคนิทาน เล่าว่า พระพุทธสิหิงค์สร้างขึ้นในลังกาทวีป โดยได้รับแรงบันดาลใจจากพระพุทธลักษณะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนจะอัญเชิญมายังดินแดนสุวรรณภูมิ และผ่านการประดิษฐานในเมืองสำคัญหลายแห่ง กระทั่งเข้าสู่แผ่นดินล้านนา จึงกลายเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่กษัตริย์แต่ละพระองค์ทรงให้ความเคารพอย่างยิ่ง

พระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระพักตร์อิ่มเอิบ พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์แย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน แสดงถึงพระเมตตาและความสงบแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศิลปกรรมขององค์พระได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยและล้านนาอย่างงดงาม จนได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชั้นเยี่ยมของช่างโบราณ

สำหรับชาวล้านนา พระพุทธสิหิงค์มิได้เป็นเพียงพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของประชาชนทั่วภาคเหนือ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี จะมีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ออกแห่รอบเมืองเชียงใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำพระ ขอพร และร่วมสืบสานประเพณีปีใหม่เมืองอันงดงาม เป็นประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาหลายร้อยปี

นอกจากคุณค่าทางศิลปกรรมและความศักดิ์สิทธิ์แล้ว พระพุทธสิหิงค์ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทในภูมิภาคนี้ จึงได้รับการศึกษาจากนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีอย่างกว้างขวาง

ด้วยประวัติความเป็นมาอันยาวนาน คุณค่าทางศิลปะ และความสำคัญในฐานะสัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนาและอารยธรรมล้านนา พระพุทธสิหิงค์ จึงได้รับการจัดอันดับให้เป็น พระพุทธรูปอันดับที่ 3 ของประเทศไทย เป็นพระพุทธรูปโบราณที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และยังคงเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชนตราบจนปัจจุบัน


พระพุทธรูปของไทย 10 อันดับ

อันดับที่ 4 พระศรีศากยมุนี

พระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ ผู้สืบทอดมรดกแห่งกรุงสุโขทัย

พระศรีศากยมุนี เป็นพระประธานประจำพระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร และได้รับการยกย่องว่าเป็น หนึ่งในพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นสุดยอดผลงานพุทธศิลป์สมัยสุโขทัยที่ยังคงความงดงามสมบูรณ์มาจนถึงปัจจุบัน

เดิมพระศรีศากยมุนีประดิษฐานอยู่ ณ วัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย พระราชธานีแห่งแรกของชนชาติไทย ต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ลงมายังกรุงเทพมหานคร เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานในวัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งกำลังก่อสร้างขึ้นเป็นพระอารามหลวงสำคัญแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

การอัญเชิญพระศรีศากยมุนีจากเมืองสุโขทัยมายังกรุงเทพฯ นับเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น เนื่องจากองค์พระมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมหาศาล ต้องใช้ทั้งกำลังคน ช้าง และแพลำเลียงตามลำน้ำเป็นเวลาหลายเดือน จึงสามารถอัญเชิญมาถึงกรุงเทพมหานครได้สำเร็จ นับเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของไทย

พระศรีศากยมุนีเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยสำริดทั้งองค์ มีขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 6.25 เมตร และสูงประมาณ 8 เมตร พระพักตร์เปี่ยมด้วยพระเมตตา พระวรกายได้สัดส่วนงดงามตามแบบศิลปะสุโขทัย พระรัศมีเป็นเปลวเพลิง พระขนงโก่ง พระโอษฐ์แย้มพระสรวลเล็กน้อย แสดงถึงความสงบ เยือกเย็น และความสมบูรณ์แห่งพระปัญญา

จุดเด่นอีกประการหนึ่งของพระศรีศากยมุนี คือการเป็นต้นแบบของศิลปกรรมสุโขทัยที่ได้รับการยกย่องว่าสมบูรณ์แบบ ทั้งสัดส่วนองค์พระ ความอ่อนช้อยของเส้นสาย และการถ่ายทอดพระพุทธลักษณะอันสง่างาม จึงเป็นแบบอย่างให้แก่การสร้างพระพุทธรูปในยุคต่อมา

ตลอดระยะเวลากว่าสองศตวรรษ พระศรีศากยมุนีเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ผู้คนต่างเดินทางมากราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล ขอพรให้ชีวิตประสบความเจริญ มีสติปัญญา และความร่มเย็นเป็นสุข

นอกจากคุณค่าทางพระพุทธศาสนาแล้ว พระศรีศากยมุนียังเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของอาณาจักรสุโขทัย และพระราชปณิธานของพระมหากษัตริย์ไทยแห่งราชวงศ์จักรีในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป

ด้วยความยิ่งใหญ่ ความงดงามทางศิลปกรรม และความสำคัญทางประวัติศาสตร์ พระศรีศากยมุนี จึงได้รับการจัดอันดับให้เป็น พระพุทธรูปอันดับที่ 4 ของประเทศไทย เป็นพระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ที่ทรงคุณค่าทั้งในด้านพุทธศิลป์ ประวัติศาสตร์ และจิตใจของพุทธศาสนิกชนไทย อันสมควรแก่การศึกษาและสักการบูชาอย่างยิ่ง


พระพุทธรูปของไทย 10 อันดับ

อันดับที่ 5 หลวงพ่อพระร่วงโรจนฤทธิ์

พระพุทธรูปปางห้ามญาติคู่พระปฐมเจดีย์ ศูนย์รวมแห่งศรัทธาของชาวนครปฐม

หลวงพ่อพระร่วงโรจนฤทธิ์ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารทิศเหนือ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติที่มีความงดงามและเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ อีกทั้งยังเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดนครปฐมมาอย่างยาวนาน

พระพุทธรูปองค์นี้เดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยที่สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 20 มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปยืน ปางห้ามญาติ พระหัตถ์ทั้งสองยกขึ้นเสมอพระอุระ แสดงถึงเหตุการณ์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงห้ามพระประยูรญาติสองฝ่ายมิให้ทำสงครามแย่งชิงน้ำจากแม่น้ำโรหิณี พร้อมทั้งทรงสั่งสอนให้เห็นคุณค่าของสันติ ความเมตตา และการให้อภัยเหนือกว่าความขัดแย้ง

ในสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้จากเมืองศรีสัชนาลัยมายังกรุงเทพมหานครเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์ และพระราชทานนามว่า "พระร่วงโรจนฤทธิ์" ซึ่งมีความหมายว่า พระพุทธรูปแห่งพระร่วง ผู้ทรงรุ่งเรืองด้วยเดชานุภาพอันสว่างไสว จากนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร เพื่อเป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำพระอารามหลวงแห่งนี้

พระร่วงโรจนฤทธิ์มีพระพุทธลักษณะงดงามตามแบบศิลปะสุโขทัยอย่างเด่นชัด พระวรกายสูงโปร่ง พระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่ง พระเนตรทอดต่ำอย่างสงบ พระโอษฐ์แย้มพระสรวลเล็กน้อย แสดงถึงพระเมตตาและความสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปกรรมสุโขทัย

พุทธศาสนิกชนมีความเชื่อว่า การได้กราบสักการะหลวงพ่อพระร่วงโรจนฤทธิ์จะช่วยเสริมความเป็นสิริมงคล นำมาซึ่งความร่มเย็น ความสำเร็จในหน้าที่การงาน และความสามัคคีในครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเผชิญความขัดแย้งหรืออุปสรรคในชีวิต มักนิยมมาขอพรเพื่อให้เกิดความสงบและความปรองดอง

ทุกปี วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหารจะมีประชาชนจากทั่วประเทศเดินทางมาสักการะองค์พระเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงงานนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ซึ่งเป็นงานประเพณีสำคัญของจังหวัดนครปฐมที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน ทำให้พระร่วงโรจนฤทธิ์เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาควบคู่กับองค์พระปฐมเจดีย์อันยิ่งใหญ่

นอกจากคุณค่าทางพระพุทธศาสนาแล้ว หลวงพ่อพระร่วงโรจนฤทธิ์ยังเป็นมรดกทางศิลปกรรมที่สะท้อนความรุ่งเรืองของอาณาจักรสุโขทัย และเป็นหลักฐานแห่งพระราชศรัทธาของพระมหากษัตริย์ไทยในการอนุรักษ์โบราณวัตถุอันทรงคุณค่าของชาติ

ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ความงดงามของพุทธศิลป์ และความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนทั่วประเทศ หลวงพ่อพระร่วงโรจนฤทธิ์ จึงได้รับการจัดอันดับให้เป็น พระพุทธรูปอันดับที่ 5 ของประเทศไทย เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติที่ทรงคุณค่าทั้งด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และจิตใจของพุทธศาสนิกชนไทย สมกับการเป็นพระคู่พระปฐมเจดีย์และพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดนครปฐมสืบมาจนถึงปัจจุบัน


พระพุทธรูปของไทย 10 อันดับ

อันดับที่ 6 พระพุทธเทวปฏิมากร

พระประธานแห่งวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชมรดกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

พระพุทธเทวปฏิมากร เป็นพระประธานประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) กรุงเทพมหานคร พระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรมหาวิหาร ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นวัดสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ทั้งในด้านพระพุทธศาสนา ศิลปกรรม การศึกษา และการแพทย์แผนไทย

พระพุทธเทวปฏิมากรสร้างขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) พร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ และการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามให้เป็นพระอารามหลวงประจำรัชกาล พระองค์จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น

พระพุทธเทวปฏิมากรเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระพักตร์เปี่ยมด้วยพระเมตตา พระวรกายได้สัดส่วนงดงามตามแบบศิลปกรรมรัตนโกสินทร์ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอยุธยาและสุโขทัยอย่างลงตัว แสดงถึงพระบารมี ความสงบ และพระปัญญาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สิ่งที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งคือ พระอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากรได้รับการออกแบบอย่างวิจิตรตระการตา ทั้งจิตรกรรมฝาผนัง ประตูหน้าต่างประดับมุก และสถาปัตยกรรมไทยอันงดงาม ทำให้บรรยากาศภายในเปี่ยมด้วยความสงบและความศักดิ์สิทธิ์ เหมาะแก่การสักการบูชาและเจริญภาวนา

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามยังเป็นที่รู้จักในฐานะ "มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย" เนื่องจากเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนา วรรณกรรม โหราศาสตร์ นวดแผนไทย และการแพทย์แผนไทย โดยมีการจารึกองค์ความรู้ไว้บนแผ่นศิลาจำนวนมาก ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) โดยองค์การยูเนสโก

ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา พระพุทธเทวปฏิมากรเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ผู้คนจำนวนมากนิยมเดินทางมากราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล ขอพรให้ชีวิตมีความร่มเย็น เจริญด้วยปัญญา และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

นอกจากคุณค่าทางพระพุทธศาสนาแล้ว พระพุทธเทวปฏิมากรยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการสืบทอดพระราชศรัทธาของพระมหากษัตริย์ไทยที่ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา และเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนความรุ่งเรืองของกรุงรัตนโกสินทร์ในยุคเริ่มแรก

ด้วยความงดงามทางพุทธศิลป์ ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และการประดิษฐานอยู่ในพระอารามหลวงที่มีชื่อเสียงระดับโลก พระพุทธเทวปฏิมากร จึงได้รับการจัดอันดับให้เป็น พระพุทธรูปอันดับที่ 6 ของประเทศไทย เป็นพระพุทธรูปสำคัญที่ควรค่าแก่การสักการบูชาและศึกษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง

พระพุทธรูปของไทย 10 อันดับ

อันดับที่ 7 พระพุทธมหาธรรมราชา

พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเพชรบูรณ์ กับประเพณีอุ้มพระดำน้ำอันเป็นเอกลักษณ์

พระพุทธมหาธรรมราชา เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเพชรบูรณ์ ประดิษฐานอยู่ภายใน วัดไตรภูมิ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ นับเป็นพระพุทธรูปที่ได้รับความเคารพศรัทธาจากประชาชนมาอย่างยาวนาน และมีชื่อเสียงโดดเด่นจาก ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่สืบทอดต่อเนื่องมาหลายร้อยปี

พระพุทธมหาธรรมราชาเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริด ปางมารวิชัย ศิลปะสมัยสุโขทัย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20–21 มีพระพุทธลักษณะงดงาม พระพักตร์อิ่มเอิบ พระขนงโก่ง พระเนตรทอดต่ำ พระโอษฐ์แย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน สะท้อนเอกลักษณ์ของพุทธศิลป์สุโขทัยที่เน้นความสงบ สง่างาม และเปี่ยมด้วยพระเมตตา

ตามตำนานเล่าว่า ชาวบ้านได้พบพระพุทธรูปองค์นี้ลอยมาตามกระแสน้ำในแม่น้ำป่าสัก เมื่ออัญเชิญขึ้นประดิษฐานแล้ว พระองค์ได้กลายเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองที่คุ้มครองชาวเพชรบูรณ์ให้ร่มเย็นเป็นสุข ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความศรัทธาอย่างกว้างขวาง และมีการจัดพิธีบูชาสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

เอกลักษณ์สำคัญที่ทำให้พระพุทธมหาธรรมราชาเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ คือ ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเทศกาลสารทไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะอัญเชิญองค์พระลงเรือพระที่นั่ง แล้วประกอบพิธีอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาลงสู่แม่น้ำป่าสักตามจุดที่กำหนด เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง และเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของสายน้ำและพืชผลทางการเกษตร

ประเพณีอุ้มพระดำน้ำมีที่มาจากความเชื่อพื้นบ้านที่ผสมผสานกับพระพุทธศาสนา และถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้คนจากทั่วประเทศต่างเดินทางมาร่วมชมพิธีและสักการะองค์พระทุกปี ทำให้ประเพณีนี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัด

นอกจากความศักดิ์สิทธิ์แล้ว พระพุทธมหาธรรมราชายังเป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่สะท้อนความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในดินแดนภาคเหนือตอนล่าง และเป็นศูนย์รวมแห่งความสามัคคีของชาวเพชรบูรณ์มาหลายศตวรรษ

พุทธศาสนิกชนมีความเชื่อว่า การได้กราบสักการะพระพุทธมหาธรรมราชาจะช่วยเสริมความเป็นสิริมงคล คุ้มครองให้แคล้วคลาดจากภัยอันตราย นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง ความอุดมสมบูรณ์ และความสงบร่มเย็นแก่ชีวิตและครอบครัว

ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ความงดงามของพุทธศิลป์สุโขทัย และการเป็นศูนย์กลางของ ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ อันมีชื่อเสียงระดับประเทศ พระพุทธมหาธรรมราชา จึงได้รับการจัดอันดับให้เป็น พระพุทธรูปอันดับที่ 7 ของประเทศไทย เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่สะท้อนทั้งคุณค่าทางพระพุทธศาสนา ศิลปกรรม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ


พระพุทธรูปของไทย 10 อันดับ

อันดับที่ 8 หลวงพ่อโต (พระพุทธไตรรัตนนายก)

พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่งวัดกัลยาณมิตร พระคู่ศรัทธาของชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีน

หลวงพ่อโต หรือพระนามอย่างเป็นทางการว่า พระพุทธไตรรัตนนายก เป็นพระประธานประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร พระอารามหลวงชั้นโทที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของทั้งชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีน โดยได้รับความเคารพนับถืออย่างกว้างขวางในฐานะพระพุทธรูปผู้ประทานความเป็นสิริมงคล ความเจริญรุ่งเรือง และความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต

วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหารสร้างขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) โดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ได้ถวายที่ดินและทรัพย์สินเพื่อสร้างพระอารามหลวง จากนั้นรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระประธานองค์ใหญ่ และพระราชทานนามว่า พระพุทธไตรรัตนนายก

พระพุทธไตรรัตนนายกเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยโลหะ มีขนาดใหญ่ หน้าตักกว้างประมาณ 11.75 เมตร สูงประมาณ 15.45 เมตร นับเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปประธานภายในอาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย พระพักตร์เปี่ยมด้วยพระเมตตา พระวรกายสง่างาม แสดงถึงพระบารมีและความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา

ชาวไทยเชื้อสายจีนนิยมเรียกองค์พระว่า "ซำปอกง" หรือ "ซำปอฮุดกง" และเชื่อว่าทรงคุ้มครองผู้เดินทางทางน้ำ ผู้ประกอบการค้า และผู้ที่เริ่มต้นกิจการใหม่ จึงมีพ่อค้า นักธุรกิจ และประชาชนจำนวนมากเดินทางมาสักการะเพื่อขอพรให้กิจการรุ่งเรือง ค้าขายเจริญก้าวหน้า และเดินทางโดยสวัสดิภาพ

ในอดีต วัดกัลยาณมิตรตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสายสำคัญ ชาวเรือมักกราบไหว้หลวงพ่อโตก่อนออกเดินทาง และเมื่อได้ยินเสียงระฆังวัดกัลยาณมิตร ก็ถือเป็นสัญญาณแห่งความปลอดภัย จนเกิดคำกล่าวที่รู้จักกันดีว่า "มีสุขไปกัลยาณ์ มีเงินไปเจ้าสัว มีผัวไปบางขุนพรหม" สะท้อนความผูกพันของผู้คนกับวัดแห่งนี้

ตลอดเกือบสองศตวรรษที่ผ่านมา หลวงพ่อโตเป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธาของผู้คนทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา โดยเฉพาะในเทศกาลตรุษจีนและวันขึ้นปีใหม่ จะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาสักการะองค์พระ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ครอบครัว และการประกอบอาชีพ

นอกจากคุณค่าทางพระพุทธศาสนาแล้ว พระพุทธไตรรัตนนายกยังเป็นผลงานพุทธศิลป์ที่สะท้อนความรุ่งเรืองของศิลปกรรมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างวัฒนธรรมไทยกับวัฒนธรรมจีนที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

ด้วยความสง่างามขององค์พระ ความศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนเคารพศรัทธา และบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร หลวงพ่อโต (พระพุทธไตรรัตนนายก) จึงได้รับการจัดอันดับให้เป็น พระพุทธรูปอันดับที่ 8 ของประเทศไทย เป็นพระพุทธรูปที่เป็นที่เลื่อมใสของชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนมาอย่างยาวนาน และยังคงเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของผู้คนจากทั่วทุกสารทิศจนถึงปัจจุบัน


พระพุทธรูปของไทย 10 อันดับ

อันดับที่ 9 หลวงพ่อโสธร (พระพุทธโสธร)

พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองฉะเชิงเทรา ศูนย์รวมศรัทธาที่ประชาชนนิยมไปขอพร

หลวงพ่อโสธร หรือ พระพุทธโสธร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับการยกย่องให้เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัด และเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปที่มีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาสักการะมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา หลวงพ่อโสธรเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สามพี่น้อง ซึ่งลอยน้ำมาตามลำน้ำจากทางเหนือ โดยอีกสององค์คือ หลวงพ่อบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม และ หลวงพ่อโตวัดบางพลีใหญ่ใน จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อพระพุทธรูปองค์นี้ลอยมาถึงบริเวณแม่น้ำบางปะกง ชาวบ้านได้ร่วมกันอัญเชิญขึ้นจากน้ำด้วยความศรัทธา และนำมาประดิษฐานไว้ ณ วัดโสธรวรารามวรวิหาร ซึ่งเป็นที่สักการบูชามาจนถึงปัจจุบัน

พระพุทธโสธรเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย หล่อด้วยสำริดและลงรักปิดทอง พระพักตร์อิ่มเอิบ เปี่ยมด้วยพระเมตตา พระวรกายสง่างาม แสดงถึงความสงบเย็นและความมั่นคงแห่งพระธรรม ทำให้ผู้ที่ได้มากราบสักการะเกิดความรู้สึกอิ่มเอิบใจและมีความหวังในการดำเนินชีวิต

หลวงพ่อโสธรเป็นที่เลื่องลือในด้านความศักดิ์สิทธิ์ โดยประชาชนนิยมเดินทางมาขอพรในเรื่องต่าง ๆ เช่น ความสำเร็จในการงาน การค้าขาย ความเจริญก้าวหน้า การสอบ การเดินทางโดยปลอดภัย สุขภาพ และความสงบสุขของครอบครัว เมื่อสมความปรารถนาแล้ว หลายคนนิยมกลับมาแก้บนด้วยไข่ต้ม ละครรำ พวงมาลัย หรือสิ่งของตามความเชื่อที่สืบทอดกันมา

ทุกวันจะมีพุทธศาสนิกชนจากทั่วประเทศเดินทางมากราบไหว้หลวงพ่อโสธรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวันหยุดและเทศกาลสำคัญทางพระพุทธศาสนา ทำให้วัดโสธรวรารามวรวิหารเป็นหนึ่งในวัดที่มีผู้มาสักการะมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมของจังหวัดฉะเชิงเทรา

นอกจากคุณค่าทางจิตใจแล้ว หลวงพ่อโสธรยังเป็นศูนย์รวมแห่งความสามัคคีของชุมชนริมแม่น้ำบางปะกง และเป็นสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมานานหลายร้อยปี สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างพระพุทธศาสนากับวิถีชีวิตของประชาชนไทย

ด้วยประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนทั่วประเทศ และการเป็นพระพุทธรูปที่ผู้คนนิยมเดินทางมาขอพรอย่างไม่ขาดสาย หลวงพ่อโสธร (พระพุทธโสธร) จึงได้รับการจัดอันดับให้เป็น พระพุทธรูปอันดับที่ 9 ของประเทศไทย เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม อีกทั้งยังคงเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชนไทยตราบจนทุกวันนี้


พระพุทธรูปของไทย 10 อันดับ

อันดับที่ 10 หลวงพ่อวัดบ้านแหลม

พระพุทธรูปยืนอุ้มบาตรอันศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองสมุทรสงคราม

หลวงพ่อวัดบ้านแหลม เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ วัดเพชรสมุทรวรวิหาร จังหวัดสมุทรสงคราม พระอารามหลวงชั้นตรีที่มีความสำคัญยิ่งต่อชาวลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ได้รับการยกย่องให้เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัด และเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปที่ประชาชนจากทั่วประเทศเดินทางมากราบสักการะตลอดทั้งปี

หลวงพ่อวัดบ้านแหลมเป็นพระพุทธรูปยืน ปางอุ้มบาตร หล่อด้วยสำริด ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย มีพระพุทธลักษณะสง่างาม พระพักตร์เปี่ยมด้วยพระเมตตา พระวรกายอ่อนช้อยตามแบบศิลปกรรมไทย องค์พระทรงยืนถือบาตรด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง สื่อถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เสด็จโปรดเวไนยสัตว์ และการดำรงชีวิตด้วยความเรียบง่ายตามพระธรรมวินัย

ตามตำนานที่เล่าขานกันมา หลวงพ่อวัดบ้านแหลมเป็นหนึ่งใน พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สามพี่น้อง ซึ่งลอยน้ำมาตามแม่น้ำ โดยอีกสององค์คือ หลวงพ่อโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา และ หลวงพ่อโตวัดบางพลีใหญ่ใน จังหวัดสมุทรปราการ ชาวบ้านบริเวณตำบลบ้านแหลมได้พบองค์พระลอยมาติดริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง จึงอัญเชิญขึ้นประดิษฐานไว้ด้วยความเคารพศรัทธา ก่อนจะย้ายมาประดิษฐาน ณ วัดเพชรสมุทรวรวิหาร ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานมาจนถึงปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี หลวงพ่อวัดบ้านแหลมได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพค้าขาย ชาวประมง และผู้ที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับการเดินเรือ ซึ่งเชื่อว่าการมากราบสักการะองค์พระจะช่วยให้การดำเนินชีวิตราบรื่น ค้าขายเจริญรุ่งเรือง เดินทางปลอดภัย และครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข

ทุกปีจะมีการจัดงานนมัสการหลวงพ่อวัดบ้านแหลมอย่างยิ่งใหญ่ มีพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมทำบุญ ปิดทอง และสักการบูชาองค์พระเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้วัดเพชรสมุทรวรวิหารเป็นศูนย์กลางด้านศาสนา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม

นอกจากคุณค่าทางพระพุทธศาสนาแล้ว หลวงพ่อวัดบ้านแหลมยังเป็นมรดกทางศิลปกรรมที่สะท้อนความรุ่งเรืองของศิลปะสมัยอยุธยา และเป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตผู้คนริมแม่น้ำแม่กลองที่ผูกพันกับพระพุทธศาสนาและสายน้ำมาตั้งแต่อดีต

ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ความศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนให้ความเคารพนับถือ และพระพุทธลักษณะอันงดงามของพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร หลวงพ่อวัดบ้านแหลม จึงได้รับการจัดอันดับให้เป็น พระพุทธรูปอันดับที่ 10 ของประเทศไทย ปิดท้ายรายชื่อพระพุทธรูปสำคัญของไทยที่ทรงคุณค่าทั้งด้านพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และวัฒนธรรม อันเป็นมรดกอันล้ำค่าที่คนไทยทุกคนควรภาคภูมิใจและร่วมกันอนุรักษ์สืบไป

บทส่งท้าย

พระพุทธรูปทั้ง 10 อันดับ ที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นมรดกทางพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมของชาติ แต่ละองค์มีประวัติความเป็นมา คุณค่าทางพุทธศิลป์ และความสำคัญทางประวัติศาสตร์แตกต่างกันไป บางองค์เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง บางองค์เป็นต้นแบบแห่งพุทธศิลป์ไทย และบางองค์เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตของผู้คนกับพระพุทธศาสนามาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

การเดินทางไปสักการะพระพุทธรูปสำคัญเหล่านี้ มิใช่เพียงการขอพรหรือแสวงหาความเป็นสิริมงคลเท่านั้น หากยังเป็นโอกาสในการศึกษาประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา อันจะช่วยปลูกฝังศรัทธาควบคู่กับปัญญา และร่วมกันสืบสานมรดกอันทรงคุณค่าของแผ่นดินไทยให้คงอยู่สืบไปตราบนานเท่านาน


ประวัติผู้เรียบเรียงและสำนักพิมพ์ทองใบ

ประวัติผู้รวบรวมและเรียบเรียง  

พลเรือตรี รองศาสตราจารย์ ทองใบ ธีรานันทางกูร

จากวิถีแห่งธรรม สู่เกียรติภูมิราชนาวี และปราชญ์ผู้รังสรรค์ปัญญา”


เส้นทางแห่งธรรมและพื้นฐานการศึกษา (ต้นกล้าแห่งปัญญา)

ชีวิตเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ณ ผืนแผ่นดินเมืองสี่แคว จังหวัดนครสวรรค์ ภายหลังสำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๔ ท่านได้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี สั่งสมบารมีธรรมและวิชาความรู้ยาวนานถึง ๑๓ ปี ในระหว่างนั้นท่านไม่เพียงศึกษาทางธรรมจนสอบได้ เปรียญธรรม ๙ ประโยค อันเป็นวิทยฐานะสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย แต่ยังมุมานะสอบเทียบวุฒิทางโลกจนสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุด (ม.ศ. ๕) และคว้าปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)

ก้าวสู่โลกกว้างและความเป็นเลิศทางวิชาการ (มหาปัญญาไร้พรมแดน)

หลังลาสิกขาเพื่อแสวงหาความรู้ในระดับสากล ท่านได้เดินทางไปศึกษายังต่างแดนจนสำเร็จปริญญาโท (M.A. in Political Science) จากมหาวิทยาลัยปัญจาบ ประเทศอินเดีย ต่อมาในขณะรับราชการทหารเรือ ท่านได้รับทุนอันทรงเกียรติจากกองทัพเรือให้ไปศึกษาต่อ ณ สถาบันระดับโลกอย่าง London School of Economics and Political Science (LSE) มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนสำเร็จปริญญา M.Phil ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้วยวิทยานิพนธ์อันโดดเด่นเรื่องนโยบายต่างประเทศไทยต่ออินโดจีน

ในระหว่างอยู่ ณ ต่างประเทศ ท่านยังได้สร้างเกียรติประวัติด้วยการดำรงตำแหน่งอุปนายกสามัคคีสมาคม และเป็นบรรณาธิการวารสารสำคัญในพระบรมราชูปถัมภ์ ทั้งยังได้รับเกียรติให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาไทย ณ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน นับเป็นการเผยแผ่วัฒนธรรมไทยในดินแดนตะวันตกอย่างสง่างาม

 

เกียรติภูมิราชนาวีและบทบาทครูผู้สร้างคน (ประทีปแห่งวิชาการ)

เมื่อกลับสู่มาตุภูมิ ท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในฐานะอาจารย์ประจำกองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์ โรงเรียนนายเรือ ผลิตศิษย์ในราชนาวีรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนได้รับพระราชทานยศเป็น พลเรือตรี และตำแหน่งทางวิชาการเป็น รองศาสตราจารย์ ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ท่านยังได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษในสถาบันชั้นนำอีกมากมาย ทั้งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี, วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม, และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)

 

บทสรุปแห่งชีวิต (วิถีแห่งความเรียบง่าย)

ภายหลังเกษียณอายุราชการและการอุทิศตนให้แก่งานสอนในระดับบัณฑิตศึกษา ท่านได้เลือกกลับสู่ความสงบเรียบง่ายในฐานะ ชาวสวน” ผู้มีธรรมะเป็นเครื่องนำทาง พำนักอยู่ ณ จังหวัดนนทบุรี ปราจีนบุรี และนครสวรรค์ ตามวิถีแห่ง “บุญนำพา” โดยยังคงมุ่งมั่นรังสรรค์ผลงานวิชาการและบทเรียนภาษาบาลี เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ศิษย์และพุทธศาสนิกชนสืบไป

 

======================================


สำหรับผู้สนใจหนังสือEbookของสำนักพิมพ์ทองใบ สาระครอบคลุมหลายหมวดหมู่

คลิกเข้าร้านจัดจำหน่ายที่Meb Market



ความคิดเห็น